Dr. Pan's Diary

My Travelling Since 2013 + Pain therapy since 2011

โปรแกรมเมอร์หญิง

มิติแห่งมายา

โดย ปัณณวิชญ์ วงศ์วิวัฒนานนท์ ตีพิมพ์ในวารสาร วัฏจักรคอมพิวเตอร์ ปี พ.ศ. 2539

ตอน 6 โปรแกรมเมอร์หญิง

ผู้หญิงอะไร ทั้งเก่งกาจและสวยสง่าอะไรอย่างนั้น….

ผมก้าวขึ้นรถปอเช่คันโปรด คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเคลื่อนรถออกไป ที่หัวโค้งด้านหน้าใกล้ต้นจามจุรีเก่าแก่ต้นนั้น ผมหักพวงมาลัยหลบเข้าข้างทางอย่างกระทันหัน หน้ารถแทบปะทะกับจามจุรีต้นนั้น เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากหัวโค้งอย่างไม่คาดฝัน

ผมลนลานออกจากรถ ตรงไปหาเธอ ผมเห็นเธออยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน มือขวากุมบริเวณต้นขาด้านขวาไว้ กางเกงยีนส์ข้างนั้นขาดวิ่นจนเห็นผิวเนื้อขาวผ่อง มีรอยเลือดเล็ดออกมาทางง่ามนิ้วของเธอ

นิสิตสาวสองสามคนที่ได้ยินเสียงเบรคกระทันหัน วิ่งกรูเข้ามาช่วยกันประคองเธอมาขึ้นรถของผม พอเข้าประจำที่นั่งคนขับได้ ผมก็ห้อตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ผมมองเธอไม่ถนัดนัก เพราะเธอนอนเหยียดบนเบาะหลังหันหน้าเข้าหาพนักพิง ผมถามเธอว่า ปวดมากไหม ผมไม่ได้เจตนา

“ถามได้ ลองเป็นเธอบ้างไหมล่ะ อูย…”

เธอตอบเสียงเกรี้ยวกราด มองจากกระจกหลัง ผมเห็นเธอควักผ้าเช็ดหน้าสีชมพูออกมาพันรอบต้นขาของเธอ แล้วเธอก็ลุกพรวดขึ้นนั่งในทันที

“เธอจะพาฉันไปไหน ฉันยังไม่อยากเจอยมทูตนะ”

ผมเพลาความเร็วรถลง เพราะรู้สึกได้ว่าบรรยากาศไม่ตึงเครียดเหมือนอย่างที่คิด เธอคงไม่เป็นอะไรมาก แต่อารามตกใจเพราะเหตุปัจจุบันทันด่วนเท่านั้น

“ขอผมดูแผลได้ไหม เราน่าจะแวะเข้าโพลีคลีนิคสักแห่งหนึ่งแถวๆนี้”

“ไม่ต้อง”

เธอนิ่วหน้าเสียงเกรี้ยวกราด และผมเพิ่งจะสังเกตเห็นใบหน้าของเธอเต็มตาเดี๋ยวนั้นเอง คุณพระช่วย ผมหักพวงมาลัยจอดเข้าข้างทางอย่างกระทันหัน

“เธอจะบ้าหรือ”

เธอเงื้อกำปั้นเหมือนจะทุบผมอย่างแรง แต่ก็ไม่ได้ทำเมื่อเธอสังเกตเห็นสีหน้าที่ส่ออาการตกตะลึงพรึงเพริดของผม

ผมเอื้อมมือไปกำหมัดของเธอไว้ จำไม่ได้ว่าผมพูดออกมาเป็นภาษาหรือไม่

“จู..จูลี่…นี่เธอหรอกหรือ”

แววตาเข้มขรึมของเธอผ่อนคลายลง ความเกรี้ยวกราดบนใบหน้ากลายมาเป็นความพิศวงงงงวย เสมือนหนึ่งสงสัยว่าผมรู้จักชื่อของเธอได้อย่างไร

เธอจ้องตาผม ในขณะที่ผมมั่นใจขึ้นทุกที เมื่อเปรียบเทียบหน้าตาเธอกับเค้าหน้าอ่อนหวานยิ้มละไมของจูลี่ใน “ความฝัน” ของผม นอกจากผมมวยของเธอในขณะนี้ที่ไม่เหมือนผมทรงบ็อบของจูลี่ เธอมีทุกอย่างบนใบหน้าที่เหมือนจูลี่ราวกับแกะ

เธอออกแรงแกะมือของผมให้พ้นจากกำปั้นของเธอ ทิ้งตัวพิงพนักพิงพร้อมส่งเสียงอูยเบาๆ เมื่อลูบไปที่ต้นขาของเธอ

“ใครๆก็เรียกฉันว่าเจโกะ” เธอเบือนหน้าให้พ้นจากสายตาที่จับจ้องของผม ” มีคุณพ่อคนเดียวเท่านั้นที่เรียกฉันว่า จูลี่ ฉันชักสงสัยว่าเมื่อครู่นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นแผนการทั้งหมดของเธอ”

ปัดโธ่ ดูท่าเธอจะดูภาพยนตร์แนวสืบสวนฆาตกรรมมากเกินไปเสียแล้ว แผนการอะไรกัน ผมปฏิเสธลั่น แต่ในใจก็คิดว่า ถ้าบังเอิญวันหนึ่งผมพบเธอเดินอยู่บนถนน ผมคงต้องสร้างสถานการณ์อะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเธอเป็นแน่

ผมตัดสินใจไปส่งเธอที่บ้าน ยังไงๆผมก็ต้องรู้จักบ้านของเธอให้ได้ ปริศนาแห่งจักรภพที่เคยประสบมาราวกับจะปลดเปลื้องลงไปในบัดดล ผมตั้งปณิธานในใจไว้อย่างแน่วแน่ เธอต้องเป็นคู่ชีวิตของผม

“ก็ได้ แต่ถ้าเธอล่วงเกินฉันแม้แต่นิดเดียว อย่าหวังว่าจะได้เกิดอีกสิบชาติ” เธอรับปากให้ผมไปส่งที่บ้าน แต่ไม่วายทิ้งหางเสียงเกรี้ยวกราดแบบเดิมให้ผมงงงวยอีก

“ฉันจบวิศวกรรมพันธุกรรมจากยูคาร์ลิฟอร์เนีย ฉันจะโปรแกรมยีนของเธอให้หลับยาวสิบชาติเลย”

เธอเม้มปากเชิดสูงเหมือนเด็กสาวดื้อที่ไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ

“เธอหมายความว่า เธอเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ” ผมยังไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัวจริงๆเลย ชะรอยเธอจะเป็นคนแรกที่สร้างความที่งใจให้กับผม และถ้าเช่นนั้น เธอก็อยู่ในสเปคของผมเต็มร้อยเลยทีเดียว

เธอตอบรับด้วยเสียงทางจมูก แล้วจากนั้นเธอไม่พูดจาวิสาสะด้วยอีกเลย ผมขับรถเลี้ยวลดไปตามเส้นทางที่เธอบอกไว้แต่แรก เราออกมาไกลถึงชานเมือง สองข้างทางมีคันนา ผืนนา ต้นมะพร้าว และต้นไม้ใหญ่ยืนต้นประปราย ไม่น่าเชื่อว่า ความเจริญของเมืองหลวงมาไม่ถึงบริเวณนี้ เลี้ยวโค้งข้างหน้าเพียงนิดเดียวก็ถึงบ้านของเธอ