Dr. Pan's Diary

My Travelling Since 2013 + Pain therapy since 2011

มายาอาเขต

มิติแห่งมายา

โดย ปัณณวิชญ์ วงศ์วิวัฒนานนท์ ตีพิมพ์ในวารสาร วัฏจักรคอมพิวเตอร์ ปี พ.ศ. 2539

ตอน 10 มายาอาเขต

มายาอาเขต ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เหนือมายา….

ผมจำได้ว่า เมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้ เจโกะมอบหมายให้ผมเขียนออบเจกต์ตอบรับการกระตุ้นเซลรับความรู้สึกตามพื้นผิว ซึ่งตอบสนองตามตำแหน่งและชนิดของการกระตุ้นที่ระบุไว้ ผมสร้างจนสำเร็จแล้ววิจารณ์แกมหยอกว่า เจโกะ เธอให้ผมสร้างออบเจกต์เตรียมการล่วงหน้าสองปีเชียวหรือ เทคโนโลยี่ประสาทรับความรู้สึกสัมผัสไม่ใช่จะสำเร็จได้ง่ายๆ แผงอิเลคโทรนิคที่ละเอียดถี่ยิบถึง 300 จุดต่อตารางนิ้วเพื่อให้เกิดความรู้สึกโดยธรรมชาตินั้น ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยค้นคว้าของหลายฝ่าย ซึ่งรวมทั้งในยูแจแปนที่คุณพ่อเธอทำงานอยู่ด้วย เธอบอกว่า ซอร์ฟแวร์ของเราต้องนำหน้าฮาร์ดแวร์ก้าวหนึ่งเสมอ เมื่อฮาร์ดแวร์ชิ้นนั้นวางตลาด ซอร์ฟแวร์ของเราก็จะเข้ารองรับในทันที

แต่ บัดนี้ ชุด “มนุษย์กบ” แนบเนื้อที่วางอยู่ในห้องกระจกใสกลับบุไว้ด้วยแผงอิเลคโทรนิค ความหนาแน่น 200 จุดต่อตารางนิ้วในตำแหน่งร่างกายที่สำคัญ เช่น หน้า ปาก ไหล่ หัวใจ ข้อศอก มือ ต้นขา เข่าและฝ่าเท้า มันเป็นปฏิมากรรมที่เกิดจากการทุ่มเทคิดค้นของห้องปฏิบัติการโยโนะแห่งยูแจแปน และมันกำลังรอการพิสูจน์ในซินนาริโอแรกสุดด้วยตัวผมเอง

ผมพร้อมแล้วในชุดแนบเนื้อที่เน้นการรับความรู้สึกตรงจุดที่วางแผงอิเลคโทรนิคไว้ ผมก้าวเข้าไปในห้องกระจกใส ก่อนจะปิดประตูกระจก จูลี่สำทับว่า ทุกอย่างที่ผมกำลังจะประสบ คือโลกอิเลคโทรนิคสามมิติเหมือนจริงทั้งภาพ สถานที่ๆ แสงและเสียง อย่าตื่นตระหนกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเรียกขอความช่วยเหลือเสมอเมื่อมีปัญหา

ผมสวมหน้ากากเวอร์ชวลเรียลลิตีซึ่งกระชับแนบหน้าพอดิบพอดี ดึงเสาอากาศที่อยู่มุมขวาของหน้ากากให้สูงขึ้นสามนิ้ว มันเพียงพอสำหรับการรับสัญญาณดิจิตอลไร้สาย ที่ควบคุมมาจากระบบคอมพิวเตอร์นอกห้อง

ผมยืนนิ่งสงบ เบื้องหน้ามีแต่ความมืดมิด แต่ครู่เดียวเสียงของเจโกะดังขึ้น

“ทดสอบเสียงสามมิติ”

ผมได้ยินเสียงนกร้อง เสียงผู้คนพูดคุยกัน เสียงดนตรี และเสียงระเบิดกัมปนาท ดังมาจากทิศทางต่างๆกัน ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ผมจำแนกตำแหน่งที่มาของเสียงได้อย่างถูกต้อง

“ทดสอบภาพสามมิติ”

ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงดนตรีประกอบที่เร่งเร้ามากขึ้น ลานสายตาของผมก็ปรากฏภาพเลือนลางของเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง ผมยืนอยู่บนทางเท้าริมถนนใหญ่ เมื่อทดสอบแหงนหน้าดูตึกสูงระฟ้า หันขวาดูรถราวิ่งไปตามถนน และหันหลังไปดูผู้คนที่เดินตามกันมา ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่จริง เหตุการณ์จริงทุกประการ ไม่มีแม้แต่ภาพกระตุกหรือภาพไม่ต่อเนื่องจากการหมุนศีรษะ

“ทุกอย่างพร้อม ขอให้โชคดี”

เสียงเจโกะเคลื่อนคล้อยหายไปในอวกาศ เจโกะพาผมเข้ามาผจญภัยในถิ่นที่ผมเองไม่มีโอกาสได้รับรู้มาก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ช่างเถอะ ซีนนารีโอก็คือซีนนารีโอ มันเป็นเพียงฉากสมมติธรรมดาเท่านั้นเอง

ผมมองไปที่มุมถนนสี่แยกด้านหน้า เห็นไม่ถนัดนัก น่าจะเป็นป้อมยามหรือป้อมจราจรที่ตรงนั้น ผมตัดสินใจก้าวเดินออกไป

แต่  เอ๊ะ ผมหยุดชะงักเมื่อภาพถนนในเมืองใหญ่นี้เลื่อนไหลไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว ผมหยุดอยู่ตรงป้อมจราจรในทันที

“ช่วยด้วย” ผมร้องตามสัญชาตญาณ

“ราเชน ฉันมาช่วยเธอแล้ว อย่าตระหนกไปเลย” เสียงเจโกะแว่วมาจากฟากฟ้าฝั่งตะวันออก เมื่อผมหันไปมอง ร่างของเธอค่อยๆปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

“ราเชน เธอเป็นอะไรไป”

ผมยืนนิ่งเหมือนถูกติดตรึงอยู่ตรงนั้น สาวน้อยผู้มาช่วยผมในเกมเวอร์ชวลเรียลลิตีก็คือ จูลี่ในความฝันของผมเอง เธอยิ้มละไมนัยน์ตาส่อแววความอ่อนโยนและความเป็นมิตร ผมทรงบ็อบและชุดผ้าแพรสีขาวนวลเป็นสิ่งที่ผมคุ้นตามาเนิ่นนาน

ผมรับความรู้สึกบีบเค้นฝ่ามือจากการกุมมือจากจูลี่ เธอพาผม”เหาะเหิน”ผ่านเข้าไปในเมืองใหญ่ มาหยุดอยู่ในสำนักงานแห่งหนึ่ง เราหยุดยืนอยู่ในห้องที่มีแสงสลัวดูเย็นตา

“เธอพร้อมหรือยังกับการปรับพลังจิตในขั้นแรก นี่เป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่เธอจะผจญภัยในโลกกว้างของฉัน”

สมองของผมมึนชาไปหมดกับภาพเหตุการณ์ ที่ลอกเลียนมาจากประสบการณ์นอกพิภพของผม ผมสงบนิ่งรับความรู้สึกจากแผงอิเลคโทนิคบริเวณขมับในขณะที่จูลี่เอาสองมือมาประกบบริเวณขมับทั้งสองข้างของผมอยู่นานแสนนาน เธอพาผมออกมาจากที่นั้น เมื่อเธอตรวจวัดชีพจรผมจนมั่นใจว่า ผมคลายความตระหนกลงไปได้แล้ว

“ฉันจะแสดงปาฏิหาริย์ในมายาอาเขตให้เธอดู”

มายาอาเขต เธอรู้ได้อย่างไร เจโกะ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เธอยังไม่รู้จักสิ่งนี้เลย

ผมมีอาการหนาวเย็นไปหมดในทุกๆจุดที่มีแผงอิเลคโทรนิคสัมผัสผิวกายอยู่ ความหนาวที่มาเป็นระยะ ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศหนาวเย็นที่มีลมโชยมาเป็นระลอกๆ จูลี่พาผมเข้าไปในห้องควบคุมและวิจัยเกมเวอร์ชวลเรียลลิตี มันเป็นห้องที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และจอมอร์นิเตอร์ขนาดใหญ่อยู่หลายจุด ชายคนหนึ่งนั่งหันหลังกำลังตั้งหน้าตั้งตาเคาะคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว ผมจำได้ว่าเขาคือโทนี่ที่ผมเคยพบเห็นมา แต่เมื่อเข้าไปใกล้ตัวเขาและสังเกตใบหน้าชายผู้นี้แล้ว ผมจึงรู้ว่าผมคาดผิด เขาคือโทเนชิผู้หยั่งรู้อนาคตนั่นเอง

และในทันใดนั้น ผมเริ่มคลายความกังขาในใจที่ตกค้างอยู่นานหกเดือนลงไปได้ เมื่อสังเกตว่าหน้าตาโทนี่ผู้คมคายด้วยหนวดงาม ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับโทเนชิผู้เกลี้ยงเกลาในขณะนี้ โดยเฉพาะประกายตาที่เอาจริงเอาจังไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆคู่นั้น อา……….

โทเนชิหันมาทักทายผม และบอกว่าที่นี่คือห้องควบคุมความเป็นไปทุกอย่างของเกม เขาสามารถเขียนโปรแกรมเพิ่มเติม เพื่อปรับเปลี่ยนซีนนารีโอของเกมได้ตามเวลาที่เป็นจริง พร้อมกันนั้น เขาสามารถรวบรวมสถิติตัวเลขต่างๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่มาร่วมเล่นเกมนี้ เพื่อแสดงให้ดูได้ในทันทีทันใด ระบบปรับแต่งอันยืดหยุ่น และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ นับเป็นหัวใจสำคัญของเกมนี้ โทเนชิเป็นหัวโจกในการพัฒนาการควบคุมส่วนนี้ด้วยตนเอง และภาพยนตร์เรื่องซูเปอร์แมนฉบับเวอร์ชวลเรียลลิตี จะแสดงศักยภาพของห้องควบคุมได้อย่างเต็มที่

แน่นอน ผมไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงกับตัวแสดงในเรื่องซูเปอร์แมน เหมือนเมื่อคราวอยู่ในมายาอาเขตหมายเลขสอง เมื่อซูเปอร์แมนเปล่งประกายแสงสองสายออกจากดวงตาของเขา พุ่งเป้าไปยังหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย ผมผละออกจากจูลี่กระโจนเข้าใส่สาวผู้นั้นทันที ทันใดนั้น ลำแสงจากดวงตาทั้งสองของซูเปอร์แมนก็กระทบสีข้างของผมเข้าอย่างจัง ผมรู้สึกร้อนวูบวาบตรงบริเวณหน้าท้องและต้นขา แต่ไม่มีแรงกระแทกอันใดเกิดขึ้นเลย แต่ดูนั่นซิ ลำแสงทั้งคู่สะท้อนกลับออกจากตัวผมย้อนพุ่งไปหาซูเปอร์แมนอย่างรวดเร็ว เสียงซูเปอร์แมนร้องโอยพร้อมกับกระเด็นหลุดลอยไปจนสุดสายตา

แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่ เสียงหญิงสาวข้างหลังผมส่งเสียงร้องโอดครวญอย่างตระหนก ร่างของเธอพุ่งกระแทกด้านหลังของผมอย่างแรง ผมถึงกับล้มฟุบลงทันที แล้วร่างของหญิงสาวก็กระเด็นหลุดลอยไปไกลถึง 20 เมตร เงาตะคุ่มพร้อมเสื้อคลุมแดงที่ยืนอยู่ด้านหลังผมไม่บอกก็รู้ว่าเป็นซูเปอร์แมน ช่างรวดเร็วอะไรปานนั้น

จูลี่รีบเข้ามาลากผมออกจากภาพยนตร์ เธอบอกว่า โทเนชิเป็นคนควบคุมการเข้าร่วมแสดงจากผู้ชมเอง ฉากนี้ ถึงอย่างไรซูเปอร์แมนก็คือผู้ชนะ และหญิงสาวคนนั้นจะต้องจบลงด้วยความตายที่กระเด็นหลุดลอยไปไกลราว 20 เมตร ถึงผมจะแทรกแซงการดำเนินของเรื่องอย่างไร ก็จะจบลงแบบเดียวกัน

ผมนึกถึงห้องไอซียูขึ้นมาในทันที เจโกะจะจำลองเหตุการณ์ไอซียูได้สมจริงอย่างที่ผมประสบหรือไม่ ยังไม่ทันจะได้คิดอ่านอะไร ทันใดนั้น ความรู้สึกบีบอัดที่แผงอิเลคโทรนิคบริเวณขมับทั้งสองข้างก็เริ่มขึ้น ผมร้องโอยด้วยความตกใจ ความรู้สึกสัมผัสผิวดินของฝ่าเท้าค่อยๆเลือนหายไป ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้เหยียบอยู่กับพื้น ถ้าไม่เป็นเพราะจูลี่เข้ามาประคองไว้ผมคงล้มลงตรงนั้นเอง

“เธอยังเหยียบอยู่กับพื้นนะ แผงอิเลคโทรนิคกำลังหลอกลวงประสาทการทรงตัวของเธอ ลองเหยียบลงไปให้เต็มแรงซิ” เสียงจูลี่สำทับที่ข้างหู

จริงอย่างว่า พอออกแรงเหยียบ ประสาทสัมผัสของฝ่าเท้าของตัวผมเองก็ทำงานตามปกติ และมั่นใจว่าตนเองยังคงเหยียบอยู่กับผืนดิน แต่พอคลายแรงกดลง ความรู้สึกที่เหมือนหลุดลอยจากพื้นก็ปรากฏขึ้นอีก

จูลี่บอกว่าไม่เป็นไร เพราะฉากต่อไปนี้ ผมต้องเวียนศีรษะหน้ามืดเหมือนจะเป็นลม และผมก็ส่ออาการอย่างนั้นจริงๆ เธอพาผมไปยังมายาอาเขตหนึ่งในห้องไอซียูที่ผมรู้อยู่แก่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น พยาบาลชุดขาวเดินขวักไขว่อย่างร้อนรน คุณหมอฉีดยาเข้าหัวใจให้ราชันบนเตียงไปแล้วเข็มหนึ่ง จูลี่ขอร้องให้ผมเอามือทาบหลังมือราชันไว้ ผมปฏิบัติตามครู่เดียวก็เอาออก เสียงคุณหมอร้องขออะเดรนาลินดังมาครั้งแล้วครั้งเล่า ผมก็ยังไม่ทาบมือไว้ตลอดอยู่ดี

“ราเชน” จูลี่จ้องมองผมเป็นเชิงขอร้อง “จับมือตัวเองไว้นานๆ นี่เป็นทางออกทางเดียวของเกมนี้ เธอต้องขึ้นไปนอนทับร่างของเธอเอง”

ผมรู้ดีว่า เมื่อผมเอนตัวลงทับร่างของตนเองบนเตียงนั้น เกมก็จะจบลงทันที แต่ผมยังไม่อยากจากจูลี่ของผมไป และนี่คือเกม ผมมีทางเลือก ผมจะอยู่กับจูลลี่ของผมให้ยาวนานที่สุด แต่ทว่า จูลี่ยืนยันว่าจะหายตัวไปถ้าผมยังดื้อดึงต่อไป ผมจำใจขึ้นไปนอนทับร่างของตนเอง ความมืดค่อยๆเข้ามาปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างจนมืดมิด ก่อนจะออกจากเกมไป ผมรับรู้รสสัมผัสแห่งรักจากแผงอิเลคโทรนิคที่ริมฝีปาก และรับรู้ความอ่อนนุ่มทั่วทั้งสรรพางค์กายของจูลี่ผ่านแผงอิเลคโทรนิคที่ฝ่ามือ แม้จะไม่ได้เห็นสีหน้าและเรือนร่างของเธอ ผมก็ยังดื่มด่ำอยู่นานแสนนาน นานจนจูลี่ขอตัวสลายตัวเองออกไป แล้วเกมก็จบลงจริงๆ และก่อนที่ดนตรีแบคกราวน์จะแผ่วเบาลง เสียงของจูลี่ดังมาจากที่ไกลโพ้น

“เชน…….. ฉันรักคุณ”

………